นโยบายกีดกันการค้าทรัมป์กระทบเอเชียหนักสุด

นโยบายกีดกันการค้าทรัมป์กระทบเอเชียหนักสุด

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 45 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งนักลงทุนจำนวนมากที่รอคอยฟังสุนทรพจน์ของทรัมป์ในวันดังกล่าวต่างพากันผิดหวังที่ไม่ได้ยินนโยบายเศรษฐกิจเป็นเนื้อเป็นหนัง

อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่ปรากฏในสุนทรพจน์ผู้นำคนใหม่ของอเมริกาชัดเจนก็คือ การเดินหน้ากีดกันการค้า เพราะทรัมป์พูดชัดว่า “การปกป้อง” คือหนทางที่จะนำอเมริกาไปสู่การเติบโตและรุ่งเรือง นำการจ้างงานกลับมาสู่คนอเมริกัน และย้ำอีกว่าต่อไปนี้ต้อง Buy American and hire American (ซื้อสินค้าอเมริกัน จ้างงานคนอเมริกัน)

เมื่อจับสัญญาณจากสุนทรพจน์แล้ว บรรดานักวิเคราะห์ค่อนข้างแน่ใจว่าทรัมป์จะ “ลงมือทำ” เรื่องกีดกันการค้าค่อนข้างแน่ ไม่ใช่แค่พูดหาเสียง เพราะถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ไปถึงขั้นประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากจีนอย่างที่พูดไว้หลายครั้ง แต่เพียง 2 วันหลังพิธีสาบานตน ทรัมป์ได้ประเดิมลงนามถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งริเริ่มไว้ในสมัยรัฐบาลโอบามา ตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งการยกเลิกนี้อย่างน้อยก็ส่งสัญญาณว่า เขาจะทำสิ่งที่หาเสียงไว้ ซึ่งนั่นน่าจะรวมถึงการกีดกันการค้าเพื่อปกป้องประโยชน์สหรัฐ

หลังพิธีสาบานตนของทรัมป์ “โกลด์แมน แซกส์” ได้ออกบทวิเคราะห์ว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลประกอบกันหลายอย่าง ทั้งจากสารหรือข้อความของทรัมป์ระหว่างการหาเสียง รูปแบบนโยบายที่ปรากฏบนเว็บเพจของทรัมป์ ตลอดจนการแต่งตั้งบุคคลสายเหยี่ยวขนานแท้มาดำรงตำแหน่งด้านการค้า มีความเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะดำเนินนโยบายการค้าตามที่พูดไว้ก่อนหน้านี้

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง “เอเชีย” จะได้รับผลกระทบหนัก หากอเมริกาลดการนำเข้าจะทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจในเอเชียหดตัวลง 2.6 เท่าของมูลค่าที่อเมริกาตัด โดยประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากสุดคือ “เอเชียเหนือ” ได้แก่ “ไต้หวันและเกาหลีใต้” รองลงมาคือจีน ตัวอย่างเช่น หากอเมริกาลดการนำเข้า 1% ของจีดีพีอเมริกา (ซึ่งคิดเป็น 7% ของการนำเข้าของอเมริกา) จะทำให้การส่งออกของไต้หวันและเกาหลีใต้ลดลงเกือบ 1% ของจีดีพี เนื่องจากพึ่งพาการส่งออกสูง ส่วนจีนการส่งออกจะลดลง 0.6% ของจีดีพี

กรณีของจีนนั้น ถูกอเมริกาเพ่งเล็งเรื่องสินค้าเหล็กและเคมีมากที่สุด เพราะบริษัทอเมริกันมักจะร้องเรียนเรื่องนี้ไปยังเจ้าหน้าที่การค้าบ่อย ๆ ว่าจีนดัมพ์ตลาดและให้เงินอุดหนุนผู้ส่งออกสินค้าดังกล่าว

ทั้งนี้ในปี 2015 สหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนมากที่สุด 3.67 แสนล้านดอลลาร์ ตามด้วยสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เม็กซิโก และเกาหลีใต้ โดยสหรัฐขาดดุลกับจีนในหมวดสินค้าคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเสื้อผ้า ขาดดุลการค้ารถยนต์กับเม็กซิโก ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ขาดดุลการค้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและแร่กับแคนาดาและตะวันออกกลาง

โกลด์แมน แซกส์ ชี้ว่า ต่อให้สหรัฐดำเนินนโยบายการค้าแบบเข้มงวดกับจีนเพียงประเทศเดียว แต่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ที่เป็นห่วงโซ่อุปทานให้กับจีน ได้แก่ ไต้หวัน มาเลเซีย เกาหลีใต้ จะได้รับผลกระทบทางอ้อมไปด้วย เพราะจีนเป็นผู้ผลิตสินค้าขั้นสุดท้ายออกขาย แต่สินค้าขั้นกลางนำเข้าจากประเทศอื่น โดยสินค้าที่ทั้ง 3 ประเทศดังกล่าวส่งออกไปจีนนั้น 40% ถูกนำไปผลิตเพื่อส่งออกอีกต่อหนึ่ง

ผู้เชี่ยวชาญของแคปิตอล อีโคโนมิกส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานถังความคิด เชื่อว่าหากอเมริกาเล่นงานทางการค้าต่อจีน มีความเป็นไปได้ที่จีนจะตอบโต้หรือรับมือด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจาก 3 รูปแบบ ได้แก่

1.สู้กลับโดยตรง โดยอาจเพิ่มความเข้มงวดด้านกฎระเบียบกับบริษัทอเมริกันที่ดำเนินธุรกิจในจีนจนทำให้อยู่ไม่ได้ หรือไม่ก็ขึ้นภาษีสินค้าอเมริกันที่จะส่งขายจีน

2.ไม่ตอบโต้ แต่จะใช้วิธีเพิ่มการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยผ่อนคลายมาตรการการเงินและการคลังเพื่อลดผลกระทบ

3.ลดค่าเงินหยวน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการส่งออก

 

ที่มา : http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1485614097