ส่อง “ดานัง” เมืองท่าสำคัญ หมุดหมายใหม่ “เวียดนาม”

ส่อง “ดานัง” เมืองท่าสำคัญ หมุดหมายใหม่ “เวียดนาม”

“เวียดนาม” เป็นหนึ่งในจุดหมายลำดับต้น ๆ ของอาเซียนที่นักธุรกิจเข้ามาลงทุนอย่างคึกคัก นอกจากกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์แล้ว เมืองท่าใน “เวียดนามกลางตอนใต้” อย่าง “นครดานัง” ก็กำลังได้รับความสนใจอยู่ไม่น้อย ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มหันเหทิศทางการลงทุนโดยปักหมุดเข้ามาในภาคกลางของเวียดนามมากขึ้น ทว่าการลงทุนจากประเทศไทยยังมีสัดส่วนอยู่ค่อนข้างน้อย

ก่อนหน้านี้ บริษัท PricewaterhouseCoopers (PwC) ได้เผยแพร่รายงานชื่อ “The World in 2050” ระบุความน่าสนใจการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเมินว่า “เวียดนาม อินเดีย และบังกลาเทศ” จะเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุด โดยแต่ละประเทศจะเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี และในปี 2050

โดยเวียดนามจะเลื่อนลำดับชั้นของขนาดเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด คือจากอันดับที่ 32 ของเศรษฐกิจโลกปี 2016 เป็นอันดับที่ 29 ในปี 2030 และอันดับที่ 20 ในปี 2050 ขณะที่ประเทศไทยตกจากอันดับที่ 20 ในปี 2016 เป็นอันดับที่ 22 ในปี 2030 และอันดับที่ 25 ในปี 2050

ในงานสัมมนา “โอกาสการค้าและการลงทุนของไทยในภาคกลางและภาคใต้ของเวียดนาม” ที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับเกียรติจากฝั่งตัวแทนประเทศเวียดนามมาให้ความรู้กับนักลงทุนไทย อาทิ นายเหงียน นอย รองผู้อำนวยการสำนักงานลงทุนต่างประเทศ กระทรวงการวางแผนและการลงทุนเวียดนาม ที่ระบุว่า เวียดนามเพิ่งเปลี่ยนผ่านนโยบายการส่งเสริมการลงทุน โดยในรัฐบาลของ “เหงียวน ซวนฟุก” นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้พยายามปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนที่มีความซับซ้อนให้ง่ายและเอื้อต่อการลงทุนโดยตรงของต่างประเทศ (FDI) มากขึ้น

เนื่องด้วยเวียดนามเป็นประเทศที่พึ่งพา FDI เกินครึ่งหนึ่งของรายได้ที่หมุนเวียนประเทศ ดังนั้น กฎหมายลงทุนฉบับใหม่จึงสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO) เปิดโอกาสให้นักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจในเวียดนามง่ายขึ้นและมีอิสระในการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจรวมถึงการที่ภาครัฐเปิดโอกาสให้ต่างชาติ“จัดทำความตกลงจัดซื้อกับภาครัฐ” ผ่านการเปิดประมูลเมกะโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่าสูง ซึ่งภาคเอกชนจะสามารถเข้าถึงการจัดซื้อของภาครัฐทั้งในระดับกระทรวง รัฐวิสาหกิจ ภูมิภาค ไปจนถึงจังหวัด

นางหวีง เลียน เฟือง รองผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการลงทุนนครดานัง ระบุว่า หากพูดถึงภาคกลางของเวียดนาม ต้องยอมรับถึงศักยภาพของการเป็นเมืองท่าที่สำคัญอีกแห่ง ได้แก่ เมืองดานัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองอุตสาหกรรมและบริการ ที่มีบทบาททางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด โดย 20 ปีที่ผ่านมา GDP ของเมืองดานังเฉลี่ยอยู่ที่ 2.2 พันล้านดอลลาร์ ด้วยการเติบโตเฉลี่ย 10.47% ต่อปี ขณะที่ปี 2016 มีรายได้ประมาณ 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อานิสงส์จากโครงสร้างเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและภาคบริการสูงถึง 97% นอกจากนี้ ห้างร้านขนาดใหญ่ โรงแรมที่พักประเภทต่าง ๆ สถานบันเทิง ร้านอาหาร ยังมีแนวโน้มโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในเกือบทุกย่านของนครดานัง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว

“ที่ผ่านมาเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในดานังยังไม่สูง และกระจุกอยู่ในบางอุตสาหกรรม เช่น การแปรรูปอาหาร การเพาะเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีเพราะต้นทุนค่าขนส่ง และค่าแรงงานที่ต่ำกว่าเพียง 137 ดอลลาร์ต่อเดือนเมื่อเทียบกับนครโฮจิมินห์ 185 ดอลลาร์ต่อเดือน ส่วนฮานอยอยู่ที่ 173 ดอลลาร์ต่อเดือน ขณะที่ประเทศไทยสูงถึง 363 ดอลลาร์ต่อเดือน”

ธุรกิจไทยยังเข้าไปลงทุนใน “ภาคบริการ” น้อยทั้งที่ศักยภาพของธุรกิจภาคบริการของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสของเอกชนไทยที่มีประสบการณ์และศักยภาพ ประกอบกับที่เทศบาลนครดานัง พยายามปั้นเมืองท่องเที่ยวอย่างครบวงจร อีกทั้งยังมีโปรแกรมเที่ยวเพื่อเชื่อมโยงกับเมืองอื่นในภาคกลาง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างเช่น เมืองฮอยอัน และเว้ เป็นต้น

“ดานัง”
เมืองท่าขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนาม และถือว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีบทบาททางเศรษฐกิจมากที่สุดในภาคกลาง โดยในปี 2016 รายได้ต่อคนต่อหัวเฉลี่ยสูงสุด 3,054 ดอลลาร์ รวมถึงมูลค่าของ FDI ที่สูงกว่าเมืองอื่น ๆ อยู่ที่ 4,550 ล้านดอลลาร์ และที่น่าสนใจคือ มีผู้เข้ามาเยือนเมืองแห่งนี้มากที่สุด ถึง 5.5 ล้านคน

รัฐบาลเวียดนามยกให้ปี 2017 เป็นปีแห่งการลงทุนของ “นครดานัง” เพื่อดึงดูดความสนใจของนักลงทุนที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยจะเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกมิติ คาดว่าการเติบโตที่สูงขึ้นจะทัดเทียม หรือใกล้เคียงกับเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ๆ หลายแห่งในเอเชีย

ขณะที่ นางอุรีรัตน์ รัตนพฤกษ์ กงสุลใหญ่ไทย ณ นครโฮจิมินห์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ศักยภาพที่น่าจับตามองของเวียดนาม โดยเฉพาะเมืองดานัง ที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนามปีนี้ การเมืองมีเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายเป็นจุดเด่น แม้ความไม่แน่นอนของ TPP จะเพิ่มความกังวลใจต่อโอกาสการค้าและลงทุนของเวียดนาม แต่การค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศ โดยเฉพาะ FTA-EU ทำให้เวียดนามยังคงระดับความน่าสนใจในสายตานักลงทุนเช่นเคย

การที่ ดานัง พยายามยกระดับตัวเองเป็น “เมืองท่องเที่ยว” ที่สำคัญ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคบริการ ที่จะคว้าโอกาสตรงนี้ไว้ นอกจากนี้การลงทุนใน “Supporting Industry” มีความน่าสนใจไม่น้อย เนื่องจากเวียดนามเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ แต่เวียดนามเรียนรู้เพียงอุตสาหกรรม “ต้นน้ำ” และ “ปลายน้ำ” เท่านั้น ทำให้ขาดกระบวนการสนับสนุนธุรกิจที่ดี โดยช่องโหว่ของธุรกิจในด้านนี้รัฐบาลเวียดนามเชื่อมั่นว่า จะเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทยในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและเครื่องดื่ม, เทคโนโลยีด้านการเกษตร รวมถึงธุรกิจออกแบบผลิตภัณฑ์

สำหรับธุรกิจค้าปลีกในเมืองดานัง กงสุลใหญ่ไทยกล่าวว่า โอกาสของธุรกิจค้าปลีกในเมืองดานังก็ยังมีอยู่ แต่เนื่องจากที่ผ่านมายักษ์ค้าปลีกของไทยได้ขยายการลงทุนในเวียดนามแบบครบวงจรทั้ง ห้างขายส่ง MM (Mega Market), ร้านสะดวกซื้อ B”s mart, ซูเปอร์มาร์เก็ต Big C และร้านสะดวกซื้อ C-Express ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจท้องถิ่นอย่างมาก ทำให้ทางการเวียดนามก็มีการจับตาการขยายธุรกิจค้าปลีกของนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น รวมถึงอาจมีข้อกำหนดในการขยายสาขามากขึ้น

ดังนั้นการขยายธุรกิจค้าปลีกก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินการตามกฎหมายเวียดนามอย่างเคร่งครัด

 

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1488357910